บันทึกคำบรรยาย ม.รามคำแหง
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ( LAW 3007 )
บรรยายโดย อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร
บรรยายครั้งที่ 1
ข้อมูลเบื้องต้น
1.
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น
2.
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นสาขาคดีที่แตกตัวออกมาจากคดีหลัก
และคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา
สามารถอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 228 (2) โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์แต่อย่างใด
และไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์-ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ย่อมอุทธรณ์-ฎีกาได้
3.
ด้วยเหตุที่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นสาขาคดี
ส่งผลให้หากคดีหลักถึงที่สุด ในระหว่างที่คดีสาขาอยู่ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา
ย่อมไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลจะพิจารณาต่อไป ชอบที่จะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้
4.
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นคำร้องที่ต้องมีการไต่สวนคำร้องก่อนอนุญาต
โดยไม่นำบทบัญญัติว่าด้วยการขาดนัดฯ มาใช้ โดยสามารถไต่สวนฝ่ายเดียวได้เลย
เพราะการไต่สวนไม่มีการออกหมายเรียกให้แก้คดีเพียงแต่ออกหมายนัดให้ยื่นคำคัดค้าน
ซึ่งหากไม่ยื่นคำคัดค้านถือว่าไม่มีการคัดค้าน
แบ่งศึกษาออกเป็น 3 หัวข้อ
1.
จำเลยขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
( มาตรา 253 และมาตรา 253 ทวิ )
2.
โจทก์ขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
( มาตรา 254 )
1. จำเลยขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
-
จำเลยยื่นคำขอในศาลชั้นต้นใช้มาตรา
253 หากเป็นชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาใช้มาตรา 253 ทวิ
-
มาตรา 253 ใช้ได้ในทุกคดี
ไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์
-
สิ่งที่จำเลยได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้คือค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
-
ไม่คำนึงสัญชาติของโจทก์และจำเลย
มาตรา
253 ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร
และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร
หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว
จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา
ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า
มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้แล้วแต่กรณี
ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด
โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง
ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งตามวรรคสอง
เงื่อนไขของมาตรา 253 ( เพียงเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น)
1.
โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร
และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ดูกรณีตัวอย่างตามมาตรา 285 -286 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
หรือ
2.
เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว
จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย (
ต้องนำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติกรรมของโจทก์ )
ผลตามเงื่อนไข
จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด
ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้
เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ( ดูเพิ่มเติม มาตรา 161 มาตรา 149 )
คำร้องตามมาตรา
253 มิใช่เป็นคำร้องฝ่ายเดียวดังนั้น จึงต้องเปิดโอกาสให้โจทก์คัดค้านก่อน
·
หากศาลจะอนุญาตต้องไต่สวนก่อนเสมอ
·
หากไม่อนุญาตไม่ต้องสำเนาให้อีกฝ่าย
ยกคำร้องได้เลย
การไต่สวนต้องไต่สวนตามประเด็นแห่งคดีให้ได้ความตามคำร้อง
กรณีที่โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลต้องไต่สวนให้ได้ความตามเงื่อนไข
แต่หากโจทก์ยื่นคำคัดค้านต้องดูตามหลักพยานหลักฐานว่าโจทก์รับประเด็นใดบ้าง
และสืบเฉพาะประเด็นที่ไม่มีการรับกันของคู่ความ
o ปัญหาว่าคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
ระยะเวลาในการยื่นคำร้อง - ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา
ข้อพิจารณาเพิ่มเติม
·
คำร้องตามมาตรานี้ต้องมีคำขอด้วย
คือต้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์วางเงิน... หากไม่มีคำขอมาด้วยศาลย่อมสั่งให้ไม่ได้
เพราะจะเป็นการสั่งเกินคำขอ กรณีแตกต่างจากมาตรา 288 (1) ที่ยื่นคำร้องขัดทรัพย์เพื่อประวิงคดี
ศาลมีอำนาจสั่งได้ ไม่ต้องมีคำขอแต่อย่างใด เพียงแต่แสดงเหตุก็เพียงพอ (
เป็นกฎหมายให้อำนาจศาล )
·
ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด
คำสั่งศาลที่ให้โจทก์วางเงินยังคงมีผลตลอดไปจนกว่าโจทก์จะไม่มีความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
·
โจทก์แยกพิจารณาเป็นรายคดีไปเช่น
คดีร้องขัดทรัพย์ ( โจทก์ผู้นำยึดย่อมอยู่ในฐานะจำเลย – ขอได้ ) คดีฟ้องแย้ง (
โจทก์เดิมเป็นจำเลยในคดีฟ้องแย้ง ) เป็นต้น
·
คดีที่มีจำเลยหลายคน
ต้องแยกพิจารณาว่าเป็นหนี้ร่วมกันหรือไม่
หากเป็นหนี้ร่วมและปรากฏว่าลูกหนี้คนอื่นอาจชำระหนี้ได้ ก็ย่อมขอไม่ได้
·
ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต
คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ทุกฝ่าย เพราะเป็นคำสั่งที่อันเกี่ยวด้วยคำขอตามมาตรา 228
(2)
วรรคสอง
“ให้ศาลไต่สวน”
– ศาลต้องไต่สวนให้ได้ความตามคำร้อง แม้โจทก์จะไม่คัดค้าน กรณีมีคำคัดค้าน
ตรงไหนคัดค้านต้องไต่สวน ตรงไหนรับกันไม่ต้องไต่สวน
โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
เว้นแต่
-
จำเลยขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไป
-
มีการอุทธรณ์คำสั่งตามวรรคสอง
ไม่ว่าฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจะเป็นฝ่ายอุทธรณ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
เห็นกันอย่างไร เสนอความเห็นกันหน่อยเร็ว !!!!!