ประกาศจากแอดมิน



กำลังปรับปรุงนะครับ อีกสักพักคงได้พบกับ
Spiderlaw แบบเต็มรูปแบบครับ

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา 1

บันทึกคำบรรยาย ม.รามคำแหง

วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา  ( LAW 3007 )

บรรยายโดย อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร

บรรยายครั้งที่ 1

ข้อมูลเบื้องต้น

1.       วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น
2.       วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นสาขาคดีที่แตกตัวออกมาจากคดีหลัก และคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา สามารถอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 228 (2) โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์แต่อย่างใด และไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์-ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ย่อมอุทธรณ์-ฎีกาได้
3.       ด้วยเหตุที่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นสาขาคดี ส่งผลให้หากคดีหลักถึงที่สุด ในระหว่างที่คดีสาขาอยู่ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ย่อมไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลจะพิจารณาต่อไป ชอบที่จะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้
4.       วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นคำร้องที่ต้องมีการไต่สวนคำร้องก่อนอนุญาต โดยไม่นำบทบัญญัติว่าด้วยการขาดนัดฯ มาใช้ โดยสามารถไต่สวนฝ่ายเดียวได้เลย เพราะการไต่สวนไม่มีการออกหมายเรียกให้แก้คดีเพียงแต่ออกหมายนัดให้ยื่นคำคัดค้าน ซึ่งหากไม่ยื่นคำคัดค้านถือว่าไม่มีการคัดค้าน

แบ่งศึกษาออกเป็น 3 หัวข้อ
1.       จำเลยขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ( มาตรา 253 และมาตรา 253 ทวิ )
2.       โจทก์ขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ( มาตรา 254 )
3.       คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ ( มาตรา 264 )



1. จำเลยขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
-       จำเลยยื่นคำขอในศาลชั้นต้นใช้มาตรา 253 หากเป็นชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาใช้มาตรา 253 ทวิ
-       มาตรา 253 ใช้ได้ในทุกคดี ไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์
-       สิ่งที่จำเลยได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้คือค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
-       ไม่คำนึงสัญชาติของโจทก์และจำเลย


มาตรา 253  ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้แล้วแต่กรณี ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งตามวรรคสอง


เงื่อนไขของมาตรา 253 ( เพียงเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น)

1.       โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ดูกรณีตัวอย่างตามมาตรา 285 -286 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือ
2.       เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ( ต้องนำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติกรรมของโจทก์ )

ผลตามเงื่อนไข
            จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ( ดูเพิ่มเติม มาตรา 161 มาตรา 149 )
            คำร้องตามมาตรา 253 มิใช่เป็นคำร้องฝ่ายเดียวดังนั้น จึงต้องเปิดโอกาสให้โจทก์คัดค้านก่อน
·        หากศาลจะอนุญาตต้องไต่สวนก่อนเสมอ
·        หากไม่อนุญาตไม่ต้องสำเนาให้อีกฝ่าย ยกคำร้องได้เลย
การไต่สวนต้องไต่สวนตามประเด็นแห่งคดีให้ได้ความตามคำร้อง กรณีที่โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลต้องไต่สวนให้ได้ความตามเงื่อนไข แต่หากโจทก์ยื่นคำคัดค้านต้องดูตามหลักพยานหลักฐานว่าโจทก์รับประเด็นใดบ้าง และสืบเฉพาะประเด็นที่ไม่มีการรับกันของคู่ความ
o   ปัญหาว่าคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

ระยะเวลาในการยื่นคำร้อง    -   ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา

ข้อพิจารณาเพิ่มเติม
·        คำร้องตามมาตรานี้ต้องมีคำขอด้วย คือต้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์วางเงิน... หากไม่มีคำขอมาด้วยศาลย่อมสั่งให้ไม่ได้ เพราะจะเป็นการสั่งเกินคำขอ กรณีแตกต่างจากมาตรา 288 (1) ที่ยื่นคำร้องขัดทรัพย์เพื่อประวิงคดี ศาลมีอำนาจสั่งได้ ไม่ต้องมีคำขอแต่อย่างใด เพียงแต่แสดงเหตุก็เพียงพอ ( เป็นกฎหมายให้อำนาจศาล )
·        ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด คำสั่งศาลที่ให้โจทก์วางเงินยังคงมีผลตลอดไปจนกว่าโจทก์จะไม่มีความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
·        โจทก์แยกพิจารณาเป็นรายคดีไปเช่น คดีร้องขัดทรัพย์ ( โจทก์ผู้นำยึดย่อมอยู่ในฐานะจำเลย – ขอได้ ) คดีฟ้องแย้ง ( โจทก์เดิมเป็นจำเลยในคดีฟ้องแย้ง ) เป็นต้น
·        คดีที่มีจำเลยหลายคน ต้องแยกพิจารณาว่าเป็นหนี้ร่วมกันหรือไม่ หากเป็นหนี้ร่วมและปรากฏว่าลูกหนี้คนอื่นอาจชำระหนี้ได้ ก็ย่อมขอไม่ได้
·        ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ทุกฝ่าย เพราะเป็นคำสั่งที่อันเกี่ยวด้วยคำขอตามมาตรา 228 (2)

วรรคสอง

            “ให้ศาลไต่สวน” – ศาลต้องไต่สวนให้ได้ความตามคำร้อง แม้โจทก์จะไม่คัดค้าน กรณีมีคำคัดค้าน ตรงไหนคัดค้านต้องไต่สวน ตรงไหนรับกันไม่ต้องไต่สวน


โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

                จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  เว้นแต่

-          จำเลยขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไป
-          มีการอุทธรณ์คำสั่งตามวรรคสอง ไม่ว่าฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจะเป็นฝ่ายอุทธรณ์


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เห็นกันอย่างไร เสนอความเห็นกันหน่อยเร็ว !!!!!