ประกาศจากแอดมิน



กำลังปรับปรุงนะครับ อีกสักพักคงได้พบกับ
Spiderlaw แบบเต็มรูปแบบครับ

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

ทรัพย์สินใดบ้างที่จำนองได้

ทรัพย์สินที่จำนองได้
LSPK Law Center
ทรัพย์สินใดบ้างที่สามารถนำมาจำนองได้ ?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๑๒ จำนอง หมวดที่ ๑ หลักทั่วไป
            มาตรา ๗๐๓  อันอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจำนองได้ไม่ว่าประเภทใด ๆ
            สังหาริมทรัพย์อันจะกล่าวต่อไปนี้ก็อาจจำนองได้ดุจกัน หากว่าได้จดทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมาย คือ
(๑) เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป
(๒) แพ
(๓) สัตว์พาหนะ
(๔) สังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งกฎหมายหากบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะการ
ดังนั้นทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนองได้จึงจำแนกได้เป็น ๒ ประเภทคือ
๑.     อสังหาริมทรัพย์
๒.     สังหาริมทรัพย์บางประเภทที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
อสังหาริมทรัพย์
          มาตรา ๑๓๙  อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย
          อสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา ๑๓๙ นั้นสามารถจำแนกได้เป็น
๑.     ที่ดิน
๒.     ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร 
๓.     ทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
๔.     ทรัพยสิทธิเหนือ ๑,๒,๓

 “ที่ดิน” สามารถจำแนกได้ออกเป็น
๑.     ที่ดินมีโฉนด (ตระกูลโฉนดคือ ที่ดินมีโฉนด (น.ส. ๔) ,ที่ดินมีโฉนดแผนที่,ที่ดินมีโฉนดตราจอง ,ที่ดินมีตราจองว่าได้ทำประโยชน์แล้ว)
๒.     ที่ดินมีเพียงสิทธิครอบครอง
            สำหรับที่ดินตระกูลโฉนดนั้นไม่มีปัญหาเพราะสามารถจำนองได้ โดยนำโฉนดไปจดทะเบียนจำนอง ปัญหาว่าที่ดินมีเพียงสิทธิครอบครองจะจำนองได้หรือไม่ ?
            พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ บัญญัติว่า “ที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอ ว่าได้ทำประโยชน์แล้วให้โอนกันได้”  จากผลของมาตรานี้ทำให้ที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้นที่จะทะเบียนจำนองได้ ดังนั้นที่ดินที่จำนองได้ต้องเป็นที่ดินที่มีโฉนด หรือ น.ส.๓[1]
            สำหรับทรัพย์ติดกับทีดินมีลักษณะเป็นการถาวร เช่น ตึก บ้าน โรงเรือน ก็อาจจำนองได้แม้ว่าจะไม่มีทะเบียนกรรมสิทธิ์เหมือนที่ดินก็ตาม[2]
            สำหรับทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์ติดนั้นต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป เพราะทรัพยสิทธิที่จำนองได้ต้องเป็นทรัพยสิทธิที่ไม่มีลักษณะเป็นการเฉพาะตัว กล่าวคือสามารถโอนให้แก่กันได้ เพราะหากจำนองทรัพย์สินที่ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้เมื่อมีความจำเป็นต้องบังคับจำนองก็ไม่อาจขายทอดตลาดทรัพย์สินเช่นว่านั้นได้ ดังนี้ สิทธิอาศัยตามมาตรา ๑๔๐๔ และภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๔๓๑ ไม่สามารถนำมาจำนองได้

ปัญหาว่าสิทธิการเช่าสามารถนำมาจำนองได้หรือไม่ ?

                        มาตรา ๑๒๙๘ บัญญัติว่า “ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่าจะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

            สิทธิการเช่าเป็นสิทธิที่เกิดจากสัญญาตามมาตรา ๕๓๗  ซึ่งบัญญัติว่า “อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น”  ดังนั้นโดยสภาพสิทธิการเช่าจึงไม่ใช่ทรัพยสิทธิจึงนำมาจำนองไม่ได้ แม้มาตรา ๕๖๙[3] จะบัญญัติว่าให้สิทธิการเช่าไม่ระงับแม้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งให้เช่าก็ตาม และอีกประการหนึ่งคือสิทธิการเช่ามีลักษณะเป็นการเฉพาะตัวหากไม่ได้ตกลงกันเอาไว้ผู้เช่าจะนำทรัพย์ดังกล่าวไปให้เช่าช่วงหาได้ไม่[4] 
            แต่ตามพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ..๒๕๔๒ มาตรา ๖ ให้นำสิทธิการเช่าตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไปจำนองประกันการชำระหนี้ได้ กรณีนี้มีความเห็นของกรมที่ดินดังนี้


เรื่องที่ ๑๑         ขอจดทะเบียนจำนองสิทธิการเช่า                                                 สารบบ   จังหวัด  ๑๐๘๑๘
เจ้าของเรื่อง
     กลุ่มพิจารณาปัญหาข้อหารือและร้องเรียน    ส่วนมาตรฐานการจดทะเบียนฯ
ประเด็นปัญหา
  สิทธิการเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิการเช่าไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  สามารถนำไปจดทะเบียนจำนองได้หรือไม่
ข้อกฎหมาย
  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๓๙๗๐๓  และ  ๑๒๙๘
                     ประมวลกฎหมายที่ดิน  มาตรา  ๗๑
ความเห็นกรมที่ดิน
    ทรัพย์สินที่สามารถนำไปจำนองได้นั้น  ได้แก่  อสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าประเภทใด ๆ และสังหาริมทรัพย์บางอย่างตามที่ระบุไว้ในมาตรา  ๗๐๓  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  แต่ทรัพย์สินที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  จะต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น  และตามมาตรา  ๑๓๙  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า อสังหาริมทรัพย์”  ไว้ว่าหมายถึง ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินที่มีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็น อันเดียวกับที่ดินนั้น  และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับ ที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย  ซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินที่จะถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้อง ก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมายเท่านั้น  บุคคลจะก่อตั้งขึ้นเองโดยนิติกรรมไม่ได้ตามนัยมาตรา ๑๒๙๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่สิทธิการเช่าเป็นสิทธิซึ่งเกิดจากสัญญา  ที่ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้  หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่ว ระยะเวลาอันมีจำกัด   และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น  (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  ๕๓๗เป็นสิทธิที่บังคับเอาแก่บุคคลให้กระทำการ  หรือมิให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้มุ่งถึงตัวทรัพย์สินที่เช่า   สิทธิการเช่าจึงเป็น บุคคลสิทธิ มิใช่ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินที่ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่จะนำไปจด ทะเบียนจำนองได้  เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เช่น  พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม  .๒๕๔๒   มาตรา     ที่บัญญัติให้สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ สามารถนำไปจดทะเบียนจำนองได้  ดังนั้น  พนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถรับจดทะเบียนจำนองสิทธิการเช่าที่ดินที่ได้จดทะเบียนสิทธิการเช่าไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้  
กลุ่มพิจารณาปัญหาข้อหารือและร้องเรียน
ส่วนมาตรฐานการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
  สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน
กุมภาพันธ์
  ๒๕๔๘


สังหาริมทรัพย์ 

          มาตรา ๑๔๐  สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย

            สังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปไม่สามารถนำมาจำนองได้ เว้นแต่จะเป็นสังหาริมทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๐๓ วรรคสอง อันได้แก่ เรือ แพ สัตว์พาหนะ และสังหาริมทรัพย์อื่นซึ่งกฎหมายบัญญัติให้จดทะเบียนเฉพาะการ 

            “เรือ” ต้องเป็นเรือที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติเรือไทย

            “แพ” คือแพที่มีคนอยู่อาศัย

            “สัตว์พาหนะ” มี ๖ ชนิด ตามพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ. ๒๔๘๒ อันได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ลา ล่อ
            ซึ่งทั้งเรือ แพ และสัตว์พาหนะที่กล่าวมาข้างต้นจะจำนองได้ต้องปรากฏว่าได้มีการจดทะเบียนไว้แล้วตามกฎหมาย (วรรคสอง ตอนท้าย)

            “สังหาริมทรัพย์ที่ให้จดทะเบียนเฉพาะการ” ปัจจุบันได้แก่ เครื่องบิน ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗,  เครื่องจักร ตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. ๒๕๑๔  และรถยนต์ ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๕๑  และที่สำคัญดังที่กล่าวมาแล้วคือสิทธิการเช่าซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งตามมาตรา ๑๔๐ ก็สามารถนำมาจำนองได้เช่นกัน

ข้อสังเกต

          การจดทะเบียนบางอย่างไม่ใช่ทะเบียนกรรมสิทธิ์หรือทะเบียนเฉพาะการเช่น การจดทะเบียนอาวุธปืน ซึ่งเป็นเพียงทะเบียนควบคุม หรือการจดทะเบียนสมรสที่เป็นเพียงการแสดงถึงความเป็นสามีภริยา ดังนั้นจึงนำภริยาไปจำนองเพื่อให้เขานำไปขายทอดตลาดไม่ได้นะครับ แม้จะมีทะเบียนสมรสก็ตาม ( ฮ่า ๆ  เล่นเอา ฮา )






สรุปสาระสำคัญ
ทรัพย์สินที่อาจจำนองได้มีดังนี้
Ø อสังหาริมทรัพย์
·        ที่ดินโฉนด
·        ที่ดิน น.ส.๓
Ø สังหาริมทรัพย์
·        สังหาริมทรัพย์บางประเภท
o เรือระวางห้าตันขึ้นไป
o แพ
o สัตว์พาหนะ
·        สังหาริมทรัพย์จดทะเบียนเฉพาะการ
o เครื่องบิน
o เครื่องจักร
o รถยนต์
·        สิทธิการเช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ..๒๕๔๒

 
 






[1] ปัญญา  ถนอมรอด, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วย ยืม ค้ำประกัน จำนอง จำนำ, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๔ หน้า ๒๒๒
[2] เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๒๒
[3] มาตรา ๕๖๙ อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า

[4] มาตรา ๕๔๔ ทรัพย์สินซึ่งเช่านั้น ผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิของตนอันมีในทรัพย์สินนั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก ท่านว่าหาอาจทำได้ไม่ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า

ราษฎรมีอำนาจจับความผิดซึ่งหน้าแค่ไหน ?


อำนาจจับของราษฎร

          มาตรา ๗๙  ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่งมาตรา ๘๒ หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย
 
          จากมาตราดังกล่าวสรุปได้ว่า อำนาจจับของราษฎร มีดังนี้

๑.      ตามมาตรา ๘๒

๒.      เป็นความผิดซึ่งหน้าตามบัญชีท้ายประมวล


๑.    กรณีตามมาตรา ๘๒

                   มาตรา ๘๒ เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้เคียงเพื่อจัดการตามหมายนั้นก็ได้ แต่จะบังคับให้ผู้ใดช่วยโดยอาจเกิดอันตรายแก่เขานั้นไม่ได้

ข้อสังเกตมาตรา ๘๒

๑.      ราษฎรที่ถูกขอความช่วยเหลือสามารถจับได้แม้จะเป็นความผิดนอกบัญชีท้ายประมวลก็ได้[1]เหตุที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรา ๗๙ เพราะไม่ได้เป็นกรณีที่ราษฎรจับเอง หากแต่เป็นการช่วยเจ้าพนักงาน

๒.     ต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับเท่านั้น หากเป็นการจับโดยไม่มีหมายจับราษฎรช่วยไม่ได้ เช่นการจับความผิดซึ่งหน้านอกบัญชีท้ายประมวล

๓.     ราษฎรเป็นผู้ต้องช่วยเจ้าพนักงาน ดังนั้นหากไม่อาจเกิดอันตรายแล้วราษฎรย่อมต้องช่วยเหลือ หากไม่ช่วยเหลือก็จะมีความผิด มาตรา ๓๖๘ ป.อ.



๒.    ความผิดซึ่งหน้าตามบัญชีท้ายประมวล

          ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้นได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ (มาตรา ๘๐ วรรคแรก)


          ความผิดซึ่งหน้าที่ราษฎรมีอำนาจจับได้นั้นต้องดูจากบัญชีท้ายประมวลว่ามีฐานความผิดใดบ้าง หากเป็นความผิดซึ่งหน้าจริง แต่ไม่ได้เป็นความผิดตามบัญชีท้ายประมวลราษฎรย่อมไม่มีอำนาจจับกุม เช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ได้มีอยู่ตามบัญชีท้ายประมวลดังนั้นหากราษฎรคนใดเห็นการกระทำความผิดดังกล่าวกำลังกระทำ ก็ไม่อาจเข้าจับกุมได้ เว้นแต่จะมีความผิดหลายฐานความผิดและมีความผิดตามบัญชีท้ายประมวลอยู่ด้วย การจับจึงจะชอบด้วยกฎหมาย



[1] เกียรติขจร  วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วย การดำเนินคดีในขั้นตอนก่อนการพิจารณา, ๒๕๕๓, หน้า ๓๘๙

ตำรวจเข้าค้นตัวผู้ต้องสงสัยพบยาบ้า-จับได้เลยหรือไม่ ?


ตำรวจเข้าค้นตัวผู้ต้องสงสัยพบยาบ้า-จับได้เลยหรือไม่ ?
            
คำถาม
            การที่ตำรวจเข้าค้นตัวบุคคลในที่สาธารณสถานโดยมีอำนาจค้นตามมาตรา ๙๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งบัญญัติว่า  “ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เพื่อเป็นความผิด”  แล้วปรากฏว่าพบยาบ้าอยู่ในความครองของจำเลย เช่นนี้พนักงานตำรวจสามารถจับกุมผู้ถูกค้นตัวโดยไม่มีหมายจับได้หรือไม่ ?


คำตอบ

          สำหรับประเด็นนี้ให้พิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๗๕๑/๒๕๕๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๕๑/๒๕๕๑     ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวจำเลยนั้น จำเลยกำลังขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลย ซึ่งมีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านของจำเลย ดังนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยจึงหาใช่เป็นที่รโหฐานไม่ แต่เป็นที่สาธารณสถานเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมท แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93  และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย


จากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว เห็นได้ว่า

๑.       ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยเป็นที่สาธารณสถาน เนื่องจากเป็นสถานที่อันประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปได้ ดังนั้นเมื่อสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณสถาน และตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยย่อมมีอำนาจเข้าค้นตัวบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมาย ตามมาตรา ๙๓

๒.      เมื่อการค้นเป็นการค้นโดยชอบแล้ว ปรากฏว่าพบยาบ้าซึ่งมีไว้เป็นความผิด ถือเป็นความผิดซึ่งหน้า (เกิดหลังการค้น) เจ้าพนักงานตำรวจย่อมเข้าจับกุมได้ตาม มาตรา ๗๘(๑) , ๘๐


          ดังนั้นการจับกุมจำเลยกรณีดังกล่าวจึงเป็นการจับกุมโดยชอบด้วยกฎหมาย

การร้องทุกข์มีวันหยุดราชการหรือไม่ ?

การร้องทุกข์มีวันหยุดราชการหรือไม่ ?

            การร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๗)  หากวันสุดท้ายของการร้องทุกข์เป็นวันหยุดราชการ จะนำมาตรา ๑๙๓/๘ ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา” มาบังคับใช้หรือไม่  ซึ่งจะมีผลต่อคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวเพราะหากไม่มีการร้องทุกข์ภายในอายุความพนักงานสอบสวนจะสอบสวนไม่ได้และเมื่อไม่มีการสอบสวนก็ตัดอำนาจพนักงานอัยการในการฟ้องคดี ตามมาตรา ๑๒๐ และ ๑๒๑

สำหรับประเด็นดังกล่าว

          การร้องทุกข์ไม่มีวันหยุดราชการ ดังนั้นหากวันสุดท้ายเป็นวันหยุดราชการก็ต้องไปร้องทุกข์ มิฉะนั้นคดีดังกล่าวจะขาดอายุความ ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๗๗/๒๕๕๔

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2554
            เมื่อศาลมีคำสั่งตั้ง จ. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแล้วย่อมถือว่า จ. เป็นตัวแทนของทายาททั้งหมด มีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์มรดก ทั้งดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่กระทำความเสียหายแก่กองมรดกด้วย ดังนั้นเมื่อ จ. นำคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไปดำเนินการที่ธนาคาร ก. สาขาวังทอง เพื่อขอรับเงินในบัญชีของเจ้ามรดก แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าจำเลยนำคำสั่งศาลแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการ มรดกมารับเงินในบัญชีไปแล้ว ย่อมถือว่า จ. รู้เรื่องผู้กระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว และต้องถือว่าโจทก์ร่วมในฐานะทายาททราบเรื่องกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด แล้วด้วย
            แม้วันสุดท้ายที่โจทก์ร่วมมีสิทธิร้องทุกข์ จะตรงกับวันหยุดราชการ แต่การร้องทุกข์สามารถกระทำได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ โจทก์ร่วมไม่ร้องทุกข์ในวันสุดท้าย คดีจึงขาดอายุความ

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

UPDATE 24/1/2013

คำบรรยาย อ.ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ วันที่ 28 ธันวาคม 55
http://www.mediafire.com/?xwygg5wa1o8hvvh

คำบรรยาย ศ.สมชาย พงษธา 28 ธันวาคม 55
http://www.mediafire.com/?c9ndigrqpeut1on

คำบรรยาย อ.ศิริชัย
http://www.mediafire.com/?yc4mzz2mb7zek44

คำบรรยาย อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
http://www.mediafire.com/?6r5fb7xd7mp2mpc