ประกาศจากแอดมิน



กำลังปรับปรุงนะครับ อีกสักพักคงได้พบกับ
Spiderlaw แบบเต็มรูปแบบครับ

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิ.อาญา อ.ธานี วันที่ 26 มกรา part 2


บันทึกคำบรรยายเนติบัณฑิตยสภา ภาคสอง สมัย ๖๕
วิชา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๓-๔ (ค่ำ)
บรรยายโดย อ.ธานี  สิงหนาท
๒๖ มกราคม ๒๕๕๖  (ตอนที่ ๒)
การจัดหาทนายความให้จำเลย
            มาตรา ๑๗๓  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้
          ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามคำให้การจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้
หลักเกณฑ์
๑.      คดีที่มีความร้ายแรง (ประหารชีวิต) หรือคดีที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ศาลต้องถามจำเลย และต้องจัดหาทนายความให้จำเลยหากจำเลยไม่มี หากไม่จัดให้ถือว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากศาลต้นพบเองก็เพิกถอนเองตาม มาตรา ๒๗ ป.วิ.พ. ประกอบ มาตรา ๑๕ ป.วิ.อ. แต่หากเป็นศาลสูงพบต้องใช้ มาตรา ๒๐๘(๒) ให้พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
๒.     คดีธรรมดา (อัตราโทษจำคุก) มีสองคำถามดังนี้
·        มีทนายความหรือไม่ ?
·        ต้องการทนายความหรือไม่ ?
            การฝ่าฝืนมาตรา ๑๗๓ ไม่มีกฎหมายเขียนกำหนดโทษเอาไว้ เหมือนกรณีของมาตรา ๑๓๔/๑ ที่บัญญัติห้ามมิให้รับฟัง (จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้) เอาไว้ในมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย ดังนั้นหากมีการฝ่าฝืนมาตรา ๑๗๓ จะมีผลเป็นอย่างไร
            กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหากศาลชั้นต้นเห็นก็อาจใช้การเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา ๒๗ ป.วิ.พ. ประกอบมาตรา ๑๕ ป.วิ.อ. แต่หากเป็นศาลสูงพบก็ต้องใช้มาตรา ๒๐๘ (๒) ถือว่าคำให้การดังกล่าวเป็นอันเสียไป ไม่มีผลผูกพันจำเลย
            เช่นเดียวกับกรณีการเบิกความโดยไม่ได้สาบานตนก่อนก็ไม่มีบทตัดพยานโดยเฉพาะ ดังนั้นต้องใช้บททั่วไปตามมาตรา ๘๖ ป.วิ.พ. ถือเป็นการสืบพยานโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายรับฟังไม่ได้

การพิจารณาคดี (ต้องดูตาม ป.วิ.พ.)
            มาตรา ๑ (๘) การพิจารณา หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่ง ก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง
          การถามคำให้การ ถือว่าเป็นการพิจารณาคดี ดังนั้นศาลจะถามคำให้การจำเลยโดยไม่ได้ถามจำเลยเรื่องทนายความไม่ได้ หากถามคำให้การไปโดยปราศจากการจัดหาทนายความให้และจำเลยรับสารภาพโดยไม่มีทนายความถือว่าคำรับสารภาพนั้นเป็นอันเสียไป ไม่มีผลผูกพันจำเลย ศาลชั้นต้นต้องเพิกถอน
คำถาม                   :  หากจำเลยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่น เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย หากไม่มีทนายความและเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ต้องจัดหาทนายความให้หรือไม่ ?
ตอบ            :  ต้องจัดหาให้เสมอ  แม้จำเลยไม่ต้องการก็ต้องตั้งให้ (ศาลต้องตั้งให้แต่จำเลยจะใช้ทนายความหรือไม่เป็นเรื่องของจำเลย)
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๑๗/๒๕๔๑ วิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความ อาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวนและการพิจารณาคดีในชั้นศาลการที่ศาลถามผู้ ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใดตามความในมาตรา 20 ดังกล่าว ถือเป็นการพิจารณา และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองบัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่ดังนั้น ก่อนเริ่มพิจารณาหรือก่อนเริ่มการพิจารณาสอบถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้ การประการใด ศาลจะต้องสอบถามเรื่องทนายจำเลยเสียก่อนเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 หากศาลมิได้สอบถามเรื่องทนายจำเลย แต่ก้าวล่วงไปถึงการพิจารณาสอบถามคำให้การของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ
พิจารณา
๑.     พนักงานอัยการโจทก์ว่าจำเลยยักยอกทรัพย์
๒.    ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยก่อนสอบถามเรื่องทนายความ จำเลยได้ให้การรับสารภาพ หลังจากนั้นศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษตามฟ้อง ลงโทษจำคุก ๑ เดือน จำนวน ๓๔ กระทง เป็น ๓๔ เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ ๑๗ เดือน
๓.    มีปัญหาสู่ศาลสูงว่า “คำรับสารภาพก่อนมีทนายความ” รับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ?
๔.    ศาลสูงตัดสินว่า การถามคำให้การจำเลยถือเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่ง ศาลจะสอบถามคำให้การก่อนสอบถามเรื่องทนายความไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ดังนั้นการตัดสินลงโทษจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลสูงจึงยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย้อนให้ศาลชั้นต้นกลับไปสอบถามเรื่องทนายความใหม่ ก่อนสอบถามคำให้การ
หากไม่ใช่คำรับสารภาพแต่เป็นสิ่งอื่นรับฟังได้หรือไม่ ?
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๗๑/๒๕๐๙ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 บัญญัติให้ศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนาย ถ้าจำเลยไม่มีทนาย และจำเลยต้องการ ก็ให้ศาลตั้งทนายให้จำเลยเสียก่อนเริ่มพิจารณาถ้าศาลสอบถามคำให้การจำเลย ก่อนสอบถามเรื่องทนายก็ย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ในเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าไม่มี เหตุอันสมควรที่จะให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
            ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 บัญญัติขึ้นเพื่อให้จำเลยมีทนายต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ มีอัตราโทษจำคุกตามที่ระบุไว้ มิใช่หมายความรวมถึงโทษที่จำเลยจะพึงได้รับจากการเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบด้วย การที่จำเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่ เป็นคนละส่วนกับกรณีความผิดที่จำเลยถูกฟ้องร้อง ฉะนั้น แม้จำเลยจะให้การก่อนที่ศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนาย คำให้การนั้นก็ไม่เสียไป ทั้งตามรูปคดีก็ไม่มีเหตุน่าสงสัยว่าคำให้การของจำเลยในข้อนี้จะไม่เป็นความ จริง คำรับของจำเลยในข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษ จึงรับฟังเพื่อเพิ่มโทษจำเลยได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10-11/2509)


พิจารณาดังนี้
๑.    โจทก์ฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์และกล่าวในฟ้องว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องลงโทษ ๖ เดือนในความผิดฐานรับของโจร และภายในเวลาห้าปีหลังพ้นโทษจำเลยได้กลับมากระทำความผิดในคดีหลังอีก จึงขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์และเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา ๙๒ ป.อ.
๒.    ในวันนัดพร้อม ศาลได้สอบถามจำเลย จำเลยปฏิเสธแต่รับว่าเคยต้องโทษตามฟ้องจริง โดยศาลไม่ได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความ ศาลชั้นต้นก็ได้นัดสืบพยานโจทก์
๓.    ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยได้ตั้งทนายความซักค้านโจทก์
๔.    ศาลตัดสินว่า แม้ศาลจะฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๗๓ วรรคแรก และวรรคสอง แต่หากในวันสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยมีทนายความมาซักค้านพยานโจทก์และช่วยการต่อสู้คดีแล้ว การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่ไม่ได้ตั้งทนายความให้จำเลย ก็ไม่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยมีทนายความต่อสู้คดีมาตั้งแต่เริ่มต้น
๕.    ศาลสูงจึงไม่ต้องเพิกถอน การสืบพยานโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย
๖.    ศาลจะเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่ ?
·        มาตรา ๑๗๓ มุ่งคุ้มครองเฉพาะข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ไม่รวมถึงคำขอตามที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลย ดังนั้นคำรับว่าเคยต้องโทษก่อนมีทนายจึงฟังได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๖๖/๒๕๔๔ โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยา เสพติดให้โทษฯ มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งมีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต ในวันนัดสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความไม่ขอต่อสู้คดี โดยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้และเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย โดยไม่ได้ตั้งทนายความให้แก่จำเลย เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์ไปสองปาก โดยจำเลยไม่มีทนายความต่อมาศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาแล้วทั้งหมดและมีหนังสือตั้งทนายความให้แก่จำเลย กับเลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้พยานโจทก์ทั้งสองปากที่เบิกความตอบโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้เพิกถอนเพราะเป็นการผิดระเบียบไปแล้ว เข้าเบิกความตอบคำซักถามของโจทก์ใหม่ เพียงแต่ให้ทนายจำเลยถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ต่อไปเลยเท่านั้น ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบและการที่ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใน คดีนี้ต่อมาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวและเห็นควรแก้ไขโดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้น ดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง
อย่างไรจึงจะถูกต้อง ?
          คือต้องให้พยานโจทก์ทั้งสองมาเบิกความใหม่หมด คือเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มต้นเลย

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๒๖๐/๒๕๔๘ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และ ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาลคดีนี้เป็น คดีที่มีอัตราโทษจำคุก เมื่อจำเลยไม่มีและแถลงต้องการทนายความ จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่ต้องตั้งทนายความให้ก่อนเริ่มพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินคดีไปโดยจำเลยไม่มีทนายความแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็น กระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยไม่ ได้ยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา พิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๖๔/๒๕๓๕ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา173 วรรคสอง มีเจตนารมณ์ เพื่อให้จำเลยมีทนายช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ มีอัตราโทษจำคุกตามอัตราที่ระบุไว้ แม้ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นจะมิได้สอบถามจำเลยว่าต้องการทนายที่ศาลจะตั้งให้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์จำเลยได้แต่งตั้งทนายเข้ามาเองพร้อมกับยื่นคำให้การปฏิเสธและทนายจำเลยได้ว่าความให้จำเลยมาตลอด ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

สรุปหลักเกณฑ์มาตรา ๑๗๓
            ศาลต้องสอบถามเรื่องทนายความก่อนสอบถามเรื่องอื่น ๆ หากไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความและได้สอบถามคำให้การไปถือว่าคำให้การนั้นเสียไป หากเป็นคำรับสารภาพก็เสียไป แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องโดยตรงเช่นการรับว่าเคยต้องโทษซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเพิ่มโทษ แม้จะได้สอบถามตอนที่จำเลยไม่มีทนายความก็รับฟังได้
ขั้นตอนต่อไปในการพิจารณา (หลังจากที่สอบถามเรื่องทนายความแล้ว)
มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง
          เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดำเนินการพิจารณาต่อไป
สามารถแยกคำให้การของจำเลยได้สองแบบคือ
๑.    คำให้การรับสารภาพ
๒.    คำให้การปฏิเสธ
คำให้การรับสารภาพ
          คำให้การของจำเลยต้องชัดแจ้งว่ากระทำความผิดตามฟ้องจริง หากไม่ชัดแจ้งก็เป็นหน้าที่โจทก์ที่จะต้องกระทำให้ถูกต้อง เช่น โจทก์ต้องนำสืบให้เห็นได้ชัด
            คำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเช่น ระเบิดนั้นไม่ใช่ของจำเลย แต่เพื่อให้ไม่เป็นการยุ่งยากจำเลยขอรับสารภาพ ไม่ถือว่าเป็นคำรับสารภาพ เช่นนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยาน
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๑๘/๒๕๒๓ คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลมีความว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงจำเลยเป็นลูกจ้างตัดไม้ ได้อาศัยรถยนต์คันเกิดเหตุไป ในระหว่างจับกุมวัตถุระเบิดมีผู้ต้องหา 3 คนผู้ต้องหาอีก 2 คนบอกให้จำเลยรับสารภาพแล้วจะช่วยเหลือเรื่องเงินทอง ด้วยความไม่รู้เท่าถึงการจำเลยจึงได้รับสารภาพ ความจริงแล้วระเบิดทั้งสองลูกไม่ใช่ของจำเลย แต่เพื่อไม่ให้ยุ่งยากแก่คดีจำเลยขอรับสารภาพตลอดข้อหาไม่ขอต่อสู้คดี" ดังนี้ ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การที่รับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานจึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้
            กรณีมีฟ้องหลายข้อหาและจำเลยรับสารภาพหากไม่ปรากฏว่าจำเลยรับสารภาพในข้อหาใดโจทก์ต้องสืบให้เป็นที่แน่ชัด เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยรับสารภาพทุกข้อหา เช่นนี้โจทก์ต้องสืบให้ได้ความว่า จำเลยรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๗๔๒/๒๕๔๔ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาเดียวเท่านั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการจึงเป็นคำรับสารภาพที่ ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใดโจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบ เพื่อให้ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น และแม้ว่าในคำร้องขอบรรเทาโทษของจำเลยจะมีเนื้อหาว่าจำเลยรับซื้อไมโครโฟน ของกลางไว้เพื่อให้หลานใช้ร้องเพลงเล่นก็ตามแต่คำร้องขอบรรเทาโทษมิใช่คำให้การ แต่เป็นเพียงการขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและบรรยายเหตุผลต่าง ๆ ให้ศาลปรานีถึงแม้จะมีถ้อยคำที่อาจแสดงว่าจำเลยรับสารภาพในความผิดฐานใดฐาน หนึ่งหรือมิได้รับสารภาพในความผิดฐานใดเลยก็มิอาจถือได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลย เมื่อคำให้การของจำเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้  (ยกฟ้อง—นายแมงมุม)
            กรณีที่โจทก์มีคำขออุปกรณ์ท้ายฟ้องด้วย เช่นการเพิ่มโทษ  การที่โจทก์กล่าวในฟ้องดังว่านั้นเช่นจำเลยพ้นโทษมาไม่เกินห้าปี หรือให้นับโทษต่อกับอีกคดี การบวกโทษในคดีที่รอไว้ ดังนี้หากจำเลยรับสารภาพตามฟ้องถือว่าจำเลยรับสารภาพในประเด็นดังกล่าวด้วยหรือไม่ ? (รวมด้วย—ถือว่ารับทุกเรื่องตามที่กล่าวในฟ้อง)
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๒๔๘/๒๕๔๖ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกขอให้บวก โทษเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยได้ให้การว่า ได้ทราบคำฟ้องตลอดแล้ว ข้าพเจ้าจำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนั้น คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลย เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วย ศาลชั้นต้นจึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษ ของจำเลยในคดีนี้ได้
            ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำคุกในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อ กฎหมายให้เบาลงแล้วรวมโทษจำคุกกับฐานอื่นเป็นจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้ระบุว่าให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษคดี นี้ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าในที่สุดแล้วศาลลงโทษจำคุก จำนวนเท่าใด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น
หากจำเลยรับว่าได้กระทำผิด
          ถือว่ารับว่ากระทำความผิดแต่ไม่ได้หมายความว่ารับในเรื่องของการเพิ่มโทษ การบวกโทษ ต่าง ๆ ด้วย  (อ.ธานี—เห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่แหวกแนวออกไป)
ในคดีอาญาจะลงโทษจำเลยได้สองแบบเท่านั้นคือ
๑.    คำรับสารภาพ
๒.    พยานหลักฐาน
กรณีจำเลยรับสารภาพต้องดูต่อที่มาตรา ๑๗๖
          มาตรา ๑๗๖ ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
            ในคดีที่มีจำเลยหลายคน และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้น เป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้

·        ความผิดเล็กน้อยศาลลงโทษได้เลย
·        ความผิดร้ายแรง (โทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป) ศาลต้องฟังพยานโจทก์ก่อน
            และศาลก็ยังมีอำนาจตามมาตรา ๑๘๕ ด้วย เช่น โจทก์ฟ้องจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง แต่การสืบพยานโจทก์พยานผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ตายได้ตายไปก่อนที่จำเลยจะได้ยิงปืนออกไป ดังนี้การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิด (คดีอาญาถือพยานหลักฐานยิ่งใหญ่กว่าคำรับ-แตกต่างกับคดีแพ่งที่ถือว่าคำรับยิ่งใหญ่กว่าพยานหลักฐาน)

หากจำเลยให้การปฏิเสธ
          ศาลจะกำหนดวันสืบพยานหลักฐาน และการสืบพยานหลักฐานนั้นตามมาตรา ๑๗๔ โจทก์มีอำนาจเปิดคดีซึ่งหมายความว่า โจทก์ต้องสืบพยานก่อน ต่างกับคดีแพ่งที่ดูเรื่องภาระการพิสูจน์
อ่านดูเล่น ๆ นะครับ
          มาตรา ๑๘๕ ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป..
          เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิด และไม่มีการยกเว้นโทษตามกฎหมาย ให้ศาลลงโทษแก่จำเลยตามความผิด ..

มาตรา ๑๙๒ ห้ามพิพากษาเกินคำขอ
มาตรา ๑๙๒  ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
ถ้า ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่ กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้
ใน กรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลัก ทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่อง ที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ โจทก์ฟ้องไม่ได้
ถ้า ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ
ถ้า ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้
ถ้า ความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

อธิบายเบื้องต้น
หลักเกณฑ์
๑.    ห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอ  (แม้กล่าวมาในฟ้องก็ลงโทษไม่ได้—โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ)
·        ข้อยกเว้น
§  โจทก์อ้างฐานความผิด—บทมาตราผิด แต่สืบสมตามฟ้อง ศาลสามารถลงโทษได้ แต่ต้องเป็นบทที่มีโทษน้อยกว่าบทมาตราที่ถูกต้อง (ฐานที่อ้างมาตามคำขอท้ายฟ้องต้องหนักกว่า)
§ ความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง (ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหก) เช่นอันตรายสาหัสรวมการกระทำฐานทำร้ายร่างกายอยู่ตัว หรือชิงทรัพย์กับปล้นทรัพย์ เป็นต้น
๒.    ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง
·        เช่นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยเจตนาขอให้ลงโทษ มาตรา ๒๘๙ ปรากฏว่าฟังได้ว่าจำเลยฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก็ลงโทษได้แค่ ม.๒๘๘ เพราะมิได้กว่าไว้ในฟ้อง
·        ข้อยกเว้น คือวรรคสอง และวรรคสาม คือข้อแตกต่างมิใช่สาระสำคัญ เป็นต้น (ยกเว้นวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสี่)



ติดตามตอนต่อไปนะครับ


เช็คเมืองเดียวและเช็คต่างเมือง


เช็คเมืองเดียวและเช็คต่างเมือง
นายแมงมุม

            มาตรา ๙๙๐ ผู้ทรงเช็คต้องยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน คือว่า ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค ต้องยื่นภายใน เดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คนั้น ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินที่อื่นต้องยื่น ภายในสามเดือน ถ้ามิฉะนั้น ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วยเพียงเท่าที่จะ เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ละเลย เสียไม่ยื่นเช็คนั้น
          อนึ่ง ผู้ทรงเช็คซึ่งผู้สั่งจ่ายหลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้วนั้น ท่านให้รับช่วงสิทธิของผู้สั่งจ่ายคนนั้นอันมีต่อธนาคาร
        เหตุที่กฎหมายกำหนดเวลาให้ผู้ทรงนำเช็คไปเรียกเก็บเงินเพราะเช็คเป็นตราสารที่ให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม[1]ผู้สั่งจ่ายย่อมต้องการให้มูลหนี้เดิมระงับไปโดยเร็ว หากไม่มีกฎหมายกำหนดเวลาเอาไว้ก็จะเป็นการผูกมัดบัญชีของผู้สั่งจ่ายให้ต้องมีเงินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นภาระแก่ผู้สั่งจ่าย[2]
เช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกัน
        เช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกัน หมายถึง เช็คที่สถานที่ที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็คตามมาตรา ๙๘๘ (๖) กับสถานที่ใช้เงิน คือธนาคารผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๙๘๘ (๕) อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมาตรา ๙๙๐ กำหนดให้ต้องยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออกเช็ค
เช็ดให้ใช้เงินต่างเมืองกัน (ที่อื่น)
          เช็คให้ใช้เงินต่างเมืองกัน หมายถึง สถานที่ออกเช็คและสถานที่ตั้งของธนาคารผู้จ่ายเงินตามที่กล่าวมาข้างต้น อยู่คนละจังหวัดกัน ซึ่งมาตรา ๙๙๐ กำหนดให้ต้องยื่นภายในสามเดือนนับแต่วันที่ออกเช็ค
ข้อสังเกต
        โดยทั่วไปสถานที่ออกเช็คตามมาตรา ๙๘๘ (๖) จะไม่ปรากฏบนเช็คดังนั้นจะต้องนำมาตรา ๙๑๐ ประกอบมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก คือให้ถือว่าสถานที่ออกเช็คคือภูมิลำเนาของผู้สั่งจ่าย ซึ่งการจะดูว่าเป็นเช็คเมืองเดียวหรือเช็คต่างเมืองก็ต้องดูว่าสั่งให้ธนาคารไหนจ่ายเงิน เช่น ก. มีภูมิลำเนาอยู่ ที่จังหวัดสงขลา ได้ออกเช็คที่จังหวัดพังงาขณะเดินทางไปเที่ยว สั่งธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ให้จ่ายเงินให้แก่นาย ข. ปรากฏว่าไม่มีช่องรายการสถานที่ออกเช็ค ดังนี้ตามมาตรา ๙๑๐ ประกอบมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก ให้ถือว่าภูมิลำเนาของ ก. คือสถานที่ออกเช็ค เมื่อถือว่าเช็คดังกล่าวได้ออกที่จังหวัดสงขลา  และสถานที่ใช้เงิน (ธนาคารผู้จ่าย) อยู่ที่จังหวัดสงขลา จึงเป็นเช็คเมืองเดียวกัน ดังนี้ ข. ต้องนำยื่นเช็คดังกล่าวเพื่อใช้เงินภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกเช็ค
วันที่ออกเช็คตามมาตรา ๙๙๐ คือวันใด ?
        เนื่องจากลักษณะพิเศษของเช็คคือสามารถลงวันที่ล่วงหน้าได้ เช่น วันที่เขียนเช็คคือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แต่สามารถลงวันที่ในเช็คเป็นวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ได้ ดังนี้วันที่ออกเช็คตามความหมายในมาตรา ๙๙๐ คือวันใดระหว่างวันที่เขียนเช็ค กับวันที่ลงในเช็ค
          วันที่ออกเช็คตามความหมายในมาตรา ๙๙๐ หมายถึงวันที่ลงในเช็คตามมาตรา ๙๘๘ (๖) ไม่ใช่วันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็ค[3] ดังนั้นกำหนดเวลาต้องเริ่มนับจากวันที่ลงในเช็ค
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๕๒๙/๒๕๔๔ เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินเมื่อทวงถาม ซึ่งผู้ทรงเช็คมีสิทธิทวงถามให้ธนาคารใช้เงินตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งหมายถึง วันที่ลงในเช็ค มิใช่หมายถึงวันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คหรือมิใช่วันที่ผู้ทรงเช็คยื่นเช็ค แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน กำหนดอายุความ 1 ปีที่ผู้ทรงเช็คฟ้องผู้สั่งจ่ายจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงในเช็คอันเป็นวัน ที่ผู้ทรงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงกันให้จำเลยขีดฆ่าวันออกเช็คเดิมออกเช็คพิพาทจึงเป็น เช็คที่มิได้ลงวันออกเช็ค และแสดงให้เห็นเจตนาว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันออกเช็ควันใดวันหนึ่งก็ได้ ตามที่โจทก์เห็นสมควร การที่โจทก์ไม่ลงวันออกเช็คในครั้งแรกที่นำเช็คพิพาทไปยื่น ธนาคารจึงชอบที่จะปฏิเสธการใช้เงินได้เพราะตราสารที่นำไปยื่นนั้นมีรายการ ขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์อันจะถือว่าเป็นเช็คและเมื่อโจทก์นำตราสารนั้นมาลง วันออกเช็คในครั้งหลังเพื่อให้สมบูรณ์เป็นเช็คก็เป็นสิทธิที่โจทก์ย่อมกระทำ ได้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกเช็คหรือลงในเช็คในครั้งหลังเป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วประมาณ 3 เดือนเศษคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
หากไม่ยื่นเช็คภายในกำหนด
          ...ถ้ามิฉะนั้น ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วยเพียงเท่าที่จะ เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ละเลย เสียไม่ยื่นเช็คนั้น...

๑.   ผู้สลักหลังหลุดพ้น
        บุคคลที่จะหลุดพ้นแน่นอนเมื่อยื่นเช็คพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๙๙๐ (หนึ่งเดือนกรณีเช็คเมืองเดียวกันหรือสองเดือนกรณีเช็คต่างเมือง) คือ ผู้สลักหลังทั้งปวง ซึ่งหมายความรวมทั้งผู้สลักหลังทั้งก่อนและหลังระยะเวลาดังกล่าว[4]แต่กรณีนี้ต้องปรากฏว่าเป็นผู้สลักหลังเท่านั้นหากเป็นการสลักหลังในตั๋วผู้ถือแล้วบุคคลดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่ายตามมาตรา ๙๒๑ ประกอบมาตรา ๙๘๙
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๐๗/๒๕๔๒ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยสุจริต แม้เช็คพิพาทเป็นเช็คให้ใช้เงินเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค และโจทก์มิได้ ยื่นแก่ธนาคารให้ใช้เงินภายใน 1 เดือน นับแต่วันออกเช็คก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายแก่ผู้ถือ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 ให้ถือว่าการสลักหลังนั้นเป็นเพียง ประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการ รับประกันเพื่อการใช้เงินตามเช็คนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันตนเป็นอย่างเดียวกันและรับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงตามมาตรา 940 และ 967 ประกอบด้วยมาตรา 989ในฐานะผู้รับประกันการใช้เงิน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะผู้สลักหลังทั้งปวง อันจะพึงต้องรับผิดตามมาตรา 990 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงเช็คต่อผู้สลักหลัง โอนเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงินเท่านั้น บทบัญญัติมาตรา 990 ดังกล่าวหาได้รวมถึงผู้สลักหลังเช็คในฐานะเป็นผู้รับประกัน การใช้เงิน (ผู้รับอาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามเช็คซึ่งสั่ง ให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้นด้วยไม่ ซึ่งเป็นกรณีต่างกัน จึงไม่อาจ นำมาปรับแก่กรณีนี้ได้
๒.   ผู้สั่งจ่ายหลุดพ้น (หากเกิดความเสียหาย)
        ความเสียหายที่ทำให้ผู้สั่งจ่ายหลุดพ้น หมายถึงกรณีที่ผู้สั่งจ่ายต้องสูญเสียเงินในธนาคารเพราะการที่ผู้ทรงไม่นำเช็คไปยื่นในกำหนดเวลาซึ่งก็คือ การที่ธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็คล้มละลาย

(ติดตามตอนต่อไป...)
      นายแมงมุม


[1] วันถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คมีแค่เพียงการทวงถามเท่านั้น (มาตรา ๙๘๙ ...สั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่...) ซึ่งต่างจากกรณีกรณีตั๋วแลกเงินตามมาตรา ๙๑๓ ซึ่งมีสี่ประเภท
[2] กองทุนศาสตราจารย์จิตติ  ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรียงมาตรา ว่าด้วยตั๋วเงิน เล่ม ๒ (มาตรา ๙๘๙ – ๑๐๑๑), สหธน  รัตนไพจิตร, (มกราคม ๒๕๕๕), หน้า ๕๘๖
[3] เพิ่งอ้าง, หน้า ๕๘๘
[4] เพิ่งอ้าง, หน้า ๕๘๙