ประกาศจากแอดมิน



กำลังปรับปรุงนะครับ อีกสักพักคงได้พบกับ
Spiderlaw แบบเต็มรูปแบบครับ

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เช็คเมืองเดียวและเช็คต่างเมือง


เช็คเมืองเดียวและเช็คต่างเมือง
นายแมงมุม

            มาตรา ๙๙๐ ผู้ทรงเช็คต้องยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน คือว่า ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค ต้องยื่นภายใน เดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คนั้น ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินที่อื่นต้องยื่น ภายในสามเดือน ถ้ามิฉะนั้น ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วยเพียงเท่าที่จะ เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ละเลย เสียไม่ยื่นเช็คนั้น
          อนึ่ง ผู้ทรงเช็คซึ่งผู้สั่งจ่ายหลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้วนั้น ท่านให้รับช่วงสิทธิของผู้สั่งจ่ายคนนั้นอันมีต่อธนาคาร
        เหตุที่กฎหมายกำหนดเวลาให้ผู้ทรงนำเช็คไปเรียกเก็บเงินเพราะเช็คเป็นตราสารที่ให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม[1]ผู้สั่งจ่ายย่อมต้องการให้มูลหนี้เดิมระงับไปโดยเร็ว หากไม่มีกฎหมายกำหนดเวลาเอาไว้ก็จะเป็นการผูกมัดบัญชีของผู้สั่งจ่ายให้ต้องมีเงินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นภาระแก่ผู้สั่งจ่าย[2]
เช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกัน
        เช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกัน หมายถึง เช็คที่สถานที่ที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็คตามมาตรา ๙๘๘ (๖) กับสถานที่ใช้เงิน คือธนาคารผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๙๘๘ (๕) อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมาตรา ๙๙๐ กำหนดให้ต้องยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออกเช็ค
เช็ดให้ใช้เงินต่างเมืองกัน (ที่อื่น)
          เช็คให้ใช้เงินต่างเมืองกัน หมายถึง สถานที่ออกเช็คและสถานที่ตั้งของธนาคารผู้จ่ายเงินตามที่กล่าวมาข้างต้น อยู่คนละจังหวัดกัน ซึ่งมาตรา ๙๙๐ กำหนดให้ต้องยื่นภายในสามเดือนนับแต่วันที่ออกเช็ค
ข้อสังเกต
        โดยทั่วไปสถานที่ออกเช็คตามมาตรา ๙๘๘ (๖) จะไม่ปรากฏบนเช็คดังนั้นจะต้องนำมาตรา ๙๑๐ ประกอบมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก คือให้ถือว่าสถานที่ออกเช็คคือภูมิลำเนาของผู้สั่งจ่าย ซึ่งการจะดูว่าเป็นเช็คเมืองเดียวหรือเช็คต่างเมืองก็ต้องดูว่าสั่งให้ธนาคารไหนจ่ายเงิน เช่น ก. มีภูมิลำเนาอยู่ ที่จังหวัดสงขลา ได้ออกเช็คที่จังหวัดพังงาขณะเดินทางไปเที่ยว สั่งธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ให้จ่ายเงินให้แก่นาย ข. ปรากฏว่าไม่มีช่องรายการสถานที่ออกเช็ค ดังนี้ตามมาตรา ๙๑๐ ประกอบมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก ให้ถือว่าภูมิลำเนาของ ก. คือสถานที่ออกเช็ค เมื่อถือว่าเช็คดังกล่าวได้ออกที่จังหวัดสงขลา  และสถานที่ใช้เงิน (ธนาคารผู้จ่าย) อยู่ที่จังหวัดสงขลา จึงเป็นเช็คเมืองเดียวกัน ดังนี้ ข. ต้องนำยื่นเช็คดังกล่าวเพื่อใช้เงินภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกเช็ค
วันที่ออกเช็คตามมาตรา ๙๙๐ คือวันใด ?
        เนื่องจากลักษณะพิเศษของเช็คคือสามารถลงวันที่ล่วงหน้าได้ เช่น วันที่เขียนเช็คคือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แต่สามารถลงวันที่ในเช็คเป็นวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ได้ ดังนี้วันที่ออกเช็คตามความหมายในมาตรา ๙๙๐ คือวันใดระหว่างวันที่เขียนเช็ค กับวันที่ลงในเช็ค
          วันที่ออกเช็คตามความหมายในมาตรา ๙๙๐ หมายถึงวันที่ลงในเช็คตามมาตรา ๙๘๘ (๖) ไม่ใช่วันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็ค[3] ดังนั้นกำหนดเวลาต้องเริ่มนับจากวันที่ลงในเช็ค
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๕๒๙/๒๕๔๔ เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินเมื่อทวงถาม ซึ่งผู้ทรงเช็คมีสิทธิทวงถามให้ธนาคารใช้เงินตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งหมายถึง วันที่ลงในเช็ค มิใช่หมายถึงวันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คหรือมิใช่วันที่ผู้ทรงเช็คยื่นเช็ค แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน กำหนดอายุความ 1 ปีที่ผู้ทรงเช็คฟ้องผู้สั่งจ่ายจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงในเช็คอันเป็นวัน ที่ผู้ทรงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงกันให้จำเลยขีดฆ่าวันออกเช็คเดิมออกเช็คพิพาทจึงเป็น เช็คที่มิได้ลงวันออกเช็ค และแสดงให้เห็นเจตนาว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันออกเช็ควันใดวันหนึ่งก็ได้ ตามที่โจทก์เห็นสมควร การที่โจทก์ไม่ลงวันออกเช็คในครั้งแรกที่นำเช็คพิพาทไปยื่น ธนาคารจึงชอบที่จะปฏิเสธการใช้เงินได้เพราะตราสารที่นำไปยื่นนั้นมีรายการ ขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์อันจะถือว่าเป็นเช็คและเมื่อโจทก์นำตราสารนั้นมาลง วันออกเช็คในครั้งหลังเพื่อให้สมบูรณ์เป็นเช็คก็เป็นสิทธิที่โจทก์ย่อมกระทำ ได้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกเช็คหรือลงในเช็คในครั้งหลังเป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วประมาณ 3 เดือนเศษคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
หากไม่ยื่นเช็คภายในกำหนด
          ...ถ้ามิฉะนั้น ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วยเพียงเท่าที่จะ เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ละเลย เสียไม่ยื่นเช็คนั้น...

๑.   ผู้สลักหลังหลุดพ้น
        บุคคลที่จะหลุดพ้นแน่นอนเมื่อยื่นเช็คพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๙๙๐ (หนึ่งเดือนกรณีเช็คเมืองเดียวกันหรือสองเดือนกรณีเช็คต่างเมือง) คือ ผู้สลักหลังทั้งปวง ซึ่งหมายความรวมทั้งผู้สลักหลังทั้งก่อนและหลังระยะเวลาดังกล่าว[4]แต่กรณีนี้ต้องปรากฏว่าเป็นผู้สลักหลังเท่านั้นหากเป็นการสลักหลังในตั๋วผู้ถือแล้วบุคคลดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่ายตามมาตรา ๙๒๑ ประกอบมาตรา ๙๘๙
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๐๗/๒๕๔๒ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยสุจริต แม้เช็คพิพาทเป็นเช็คให้ใช้เงินเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค และโจทก์มิได้ ยื่นแก่ธนาคารให้ใช้เงินภายใน 1 เดือน นับแต่วันออกเช็คก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายแก่ผู้ถือ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 ให้ถือว่าการสลักหลังนั้นเป็นเพียง ประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการ รับประกันเพื่อการใช้เงินตามเช็คนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันตนเป็นอย่างเดียวกันและรับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงตามมาตรา 940 และ 967 ประกอบด้วยมาตรา 989ในฐานะผู้รับประกันการใช้เงิน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะผู้สลักหลังทั้งปวง อันจะพึงต้องรับผิดตามมาตรา 990 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงเช็คต่อผู้สลักหลัง โอนเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงินเท่านั้น บทบัญญัติมาตรา 990 ดังกล่าวหาได้รวมถึงผู้สลักหลังเช็คในฐานะเป็นผู้รับประกัน การใช้เงิน (ผู้รับอาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามเช็คซึ่งสั่ง ให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้นด้วยไม่ ซึ่งเป็นกรณีต่างกัน จึงไม่อาจ นำมาปรับแก่กรณีนี้ได้
๒.   ผู้สั่งจ่ายหลุดพ้น (หากเกิดความเสียหาย)
        ความเสียหายที่ทำให้ผู้สั่งจ่ายหลุดพ้น หมายถึงกรณีที่ผู้สั่งจ่ายต้องสูญเสียเงินในธนาคารเพราะการที่ผู้ทรงไม่นำเช็คไปยื่นในกำหนดเวลาซึ่งก็คือ การที่ธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็คล้มละลาย

(ติดตามตอนต่อไป...)
      นายแมงมุม


[1] วันถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คมีแค่เพียงการทวงถามเท่านั้น (มาตรา ๙๘๙ ...สั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่...) ซึ่งต่างจากกรณีกรณีตั๋วแลกเงินตามมาตรา ๙๑๓ ซึ่งมีสี่ประเภท
[2] กองทุนศาสตราจารย์จิตติ  ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรียงมาตรา ว่าด้วยตั๋วเงิน เล่ม ๒ (มาตรา ๙๘๙ – ๑๐๑๑), สหธน  รัตนไพจิตร, (มกราคม ๒๕๕๕), หน้า ๕๘๖
[3] เพิ่งอ้าง, หน้า ๕๘๘
[4] เพิ่งอ้าง, หน้า ๕๘๙

อ.ธานี สิงหนาท ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ ตอนที่ ๑

บันทึกคำบรรยายเนติบัณฑิตยสภา ภาคสอง สมัย ๖๕
วิชา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๓-๔ (ค่ำ)
บรรยายโดย อ.ธานี  สิงหนาท
๒๖ มกราคม ๒๕๕๖  (ตอนที่ ๑)
การพิจารณา (มาตรา ๑๗๒ – ๑๘๑)
เกริ่นนำ
            ลักษณะพิเศษของการพิจารณาคดีอาญา คือ กฎหมายมุ่งให้ความคุ้มครองสิทธิของจำเลยมากว่าโจทก์ซึ่งต่างกับกรณีของคดีแพ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิของทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
ระบบพิจารณา
๑.      การพิจารณาต้องกระทำในศาลโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
๒.      ก่อนศาลเริ่มพิจารณาคดีต้องจัดหาทนายความให้จำเลยตามกฎหมาย
๓.      ศาลต้องอ่านฟ้องให้จำเลยเข้าใจและหากจำเลยรับสารภาพซึ่งเป็นโทษที่มีอัตราโทษสูงโจทก์ต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์กระทำความผิดจริง
            ลักษณะพิเศษของการสืบพยานในคดีอาญาคือ โจทก์นำสืบก่อน และ จำเลยนำสืบหลัง (ไม่ว่าภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ใคร) และตามมาตรา ๒๒๘ ศาลอาจสืบพยานเพิ่มเติมได้  (เป็นระบบกล่าวหาผสมกับระบบไต่สวน) หลังจากสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี ซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องตัดสินคดีภายในสามวันหากไม่เสร็จต้องจดแสดงเหตุเอาไว้ (ต้องการให้พิจารณาโดยเร็ว)
            การจะลงโทษจำเลยศาลต้องฟังโดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริง (ตามมาตรา ๒๒๗) จึงจะลงโทษจำเลยได้ หากมีข้อสงสัยประการหนึ่งประการใดศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์
เหตุแห่งการยกฟ้องโจทก์ (ตามมาตรา ๑๘๕)
            มาตรา ๑๘๕ ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยตัวจำเลยไป แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้
๑.      จำเลยมิได้กระทำความผิด
๒.      การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
๓.      คดีขาดอายุความ
๔.      มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษ
          อำนาจในการยกฟ้องอีกมาตรา คือ มาตรา ๑๙๒ เช่นการแตกต่างกันในสาระสำคัญศาลต้องยกฟ้องโจทก์ ตามวรรคสอง หรือเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามวรรคสี่
เริ่มการศึกษา
            การพิจารณาต้องกระทำในศาล อาจารย์ธานี ไม่อธิบายโดยให้เหตุผลว่าจะมีรายละเอียดในกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน
การพิจารณาต้องกระทำต่อหน้าจำเลย
          มาตรา ๑๗๒  การพิจารณาคดีและสืบพยานในศาล ให้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ….
วัตถุประสงค์
·         เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับพยาน ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านคำพยานของพยานปากนั้น ๆ  เพราะจำเลยย่อมทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรและให้ทนายความซักค้านประเด็นนั้น ๆ ได้
·         เหตุการณ์ที่ฟ้องนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ได้ฟ้องมาแล้วหรือไม่ คือให้จำเลยมีสิทธิโต้แย้งว่าฟ้องดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่
            การสืบพยานรวมถึงการสืบพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยด้วย ( ในคดีอาญาจำเลยเป็นประธานของคดี หากจำเลยไม่มาศาลจะพิจารณาคดีไม่ได้ ศาลต้องสั่งเลื่อนคดีออกไป แต่หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยจงใจหลบหนีศาลต้องออกหมายจับจำเลยจากนั้นก็เลื่อนไปนัดหน้า และหากยังจับไม่ได้ก็ต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว เพราะจะพิจารณาคดีลับหลังจำเลยไม่ได้ และอายุความก็เริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยหลบหนีไป
สิ่งที่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้นคือ
๑.      การสืบพยาน
๒.      การพิจารณา[1]
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๑/๒๕๔๙ การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ
            ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนบริษัทจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้ง สองได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อ เท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน  จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๘/๒๕๕๑ การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ
            ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อ เท็จจริงว่า ส. เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีนตามรายงานผลการ ตรวจพิสูจน์ ที่โจทก์ส่งศาลและโจทก์แถลงไม่สืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติด ให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ข้อเท็จจริง
๑.      พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ
๒.      จำเลยในคดีมีสองคนซึ่งทั้งสองคนตั้งทนายความคนเดียวกัน
๓.      ศาลถามจำเลยแต่จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ปรากฏว่าอัยการโจทก์มาศาล จำเลยที่สองและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล แต่ทนายจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลโดยทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ป่วย อัยการโจทก์ไม่คัดค้าน แต่เนื่องจากมีพยานผู้เชี่ยวชาญได้มาศาลและได้ทำรายว่ายาเสพติดนั้นเป็นเมทแอมเฟตามีน อัยการจึงให้ทนายความโจทก์แถลงรับว่าพยานผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิสูจน์และปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน อัยการก็จะไม่ติดใจสืบพยาน
๔.      ทนายความจำเลยทั้งสองแถลงรับ อัยการจึงยื่นส่งพยานต่อศาล
            ทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงเป็นการพิจารณาดังนั้นจะพิจารณาลับหลังจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องให้ศาลสืบพยานนั้นใหม่
ดังนั้น  จำเลย หมายความเฉพาะตัวจำเลยจริง ๆ เท่านั้น

สามารถนำบันทึกการเบิกความพยานในคดีอื่นมาพิจารณาได้หรือไม่?
            มาตรา ๒๒๖/๕ ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้
            จะต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรเท่านั้น เช่น พยานที่ได้เบิกความไว้แล้วนั้นตายไปแล้ว การบันทึกการสืบพยานเด็กในชั้นสอบสวน เป็นต้น
ข้อยกเว้นการเบิกความต่อหน้าจำเลย
มาตรา ๑๗๒ ทวิ
            มาตรา ๑๗๒ ทวิ ภายหลังที่ศาลได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๗๒ วรรค ๒ แล้ว เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การดำเนินการพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ในกรณีดังต่อไปนี้
          (๑) ในคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสิบปี จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยาน
            (๒) ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจตามคำแถลงของโจทก์ว่าการพิจารณาและการสืบพยานตามที่โจทก์ขอให้กระทำไม่เกี่ยวแก่จำเลยคนใด ศาลจะพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยคนนั้นก็ได้
          (๓) ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลเห็นสมควรจะพิจารณาและสืบพยานจำเลยคนหนึ่ง ๆ ลับหลังจำเลยคนอื่นก็ได้
          ในคดีที่ศาลพิจารณาและสืบพยานตาม (๒) หรือ (๓) ลับหลังจำเลยคนใด ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ห้ามมิให้ศาลรับฟังการพิจารณาและการสืบพยานที่กระทำลับหลังนั้นเป็นผลเสียหายแก่จำเลยคนนั้น
ข้อสังเกต
-          ตาม (๑) เป็นคดีเล็กน้อย ที่ต้องมีองค์ประกอบสององค์ประกอบด้วยกันดังนี้
·         เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๑๐ ปี หรือปรับสถานเดียว และ
·         จำเลยต้องมีทนายความ และ
·         ได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยาน
-          ตาม (๒) จำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์
          คดีที่มีจำเลยหลายคน หากไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ไม่มาศาลก็พิจารณาลับหลังจำเลยคนนั้นได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงอัตราโทษ เพราะไม่มีความเสียหายใด ๆ ต่อจำเลยนั้น ๆ และตามวรรคท้ายก็จะรับฟังให้เป็นผลเสียหายแก่จำเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน
-          ตาม (๓) จำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลย
           คดีที่มีจำเลยหลายคน มีจำเลยบางคนไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลย ศาลอาจให้สืบพยานจำเลยคนใด ๆ  ลับหลังจำเลยนั้น  ๆ ได้ และตามวรรคท้ายก็ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นผลเสียหายแก่จำเลยนั้น ๆ ด้วย

มาตรา ๑๘๐  สืบพยานลับหลังจำเลย กรณีจำเลยขัดขวางการพิจารณา

            มาตรา ๑๘๐ ให้นำบทบัญญัติเรื่องรักษาความเรียบร้อยในศาลในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาโดยอนุโลม แต่ห้ามมิให้จำเลยออกจากห้องพิจารณา เว้นแต่จำเลยขัดขวางการพิจารณา

มาตรา ๒๓๐ การสืบพยานประเด็น

มาตรา ๒๓๐ เมื่อ คู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอหรือเมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร ศาลอาจเดินเผชิญสืบพยานหลักฐาน หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบที่ศาลนั้น และการสืบพยานหลักฐานโดยวิธีอื่นไม่สามารถกระทำได้ ศาลมีอำนาจส่งประเด็นให้ศาลอื่นสืบพยานหลักฐานแทน ให้ศาลที่รับประเด็นมีอำนาจและหน้าที่ดังศาลเดิม รวมทั้งมีอำนาจส่งประเด็นต่อไปยังศาลอื่นได้
ภาย ใต้บังคับมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๒ ทวิ ให้ส่งสำนวนหรือสำเนาฟ้อง สำเนาคำให้การและเอกสารหรือของกลางเท่าที่จำเป็นให้แก่ศาลที่รับประเด็น เพื่อสืบพยานหลักฐาน หากจำเลยต้องขังอยู่ในระหว่างพิจารณาให้ผู้คุมขังส่งตัวจำเลยไปยังศาลที่รับ ประเด็น แต่ถ้าจำเลยในกรณีตามมาตรา ๑๗๒ ทวิ ไม่ติดใจไปฟังการพิจารณาจะยื่นคำถามพยานหรือคำแถลงขอให้ตรวจพยานหลักฐานก็ ได้ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานไปตามนั้น
เมื่อสืบพยานหลักฐานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว ให้ส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมทั้งเอกสารหรือของกลางคืนศาลเดิม

            โดยหลักต้องอยู่ภายใต้มาตรา ๑๗๒ ทวิ คือต้องกระทำต่อหน้าจำเลย เช่น หากต้องสืบพยานที่ศาลแม่ฮ่องสอน ในการสืบพยานศาลต้องส่งจำเลยไปที่ศาลแม่ฮ่องสอน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๗๒ ทวิ เช่น คดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๑๐ ปี และจำเลยมีทนายความ จำเลยมีสิทธิที่จะไปฟังการพิจาณาหรือไม่ก็ได้ หากจำเลยไปศาลก็ต้องส่งจำเลยไป เป็นต้น

มาตรา ๒๓๗ ทวิ การสืบพยานบุคคลล่วงหน้าก่อนฟ้องคดี
มาตรา ๒๓๗ ทวิ ก่อน ฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากผู้เสียหายหรือจากพนักงานสอบ สวน จะยื่นคำร้องโดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของศาล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป
เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลสืบพยานนั้นทันที ในการนี้ ผู้ต้องหาจะซักค้านหรือตั้งทนายความซักค้านพยานนั้นด้วยก็ได้
ใน กรณีตามวรรคสอง ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหานั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา ซึ่งหากมีการฟ้องคดีจะเป็นคดีซึ่งศาลจะต้องตั้งทนายความให้ หรือจำเลยมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความให้ตามมาตรา ๑๗๓ ก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ในกรณีที่ศาลต้องตั้งทนายความให้ ถ้าศาลเห็นว่าตั้งทนายความให้ทันก็ให้ตั้งทนายความให้และดำเนินการสืบพยาน นั้นทันที แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่สามารถตั้งทนายความได้ทันหรือผู้ต้องหาไม่อาจตั้งทนาย ความได้ทัน ก็ให้ศาลซักถามพยานนั้นให้แทน
คำเบิกความของพยานดังกล่าวให้ศาลอ่านให้พยานฟัง หากมีตัวผู้ต้องหาอยู่ในศาลด้วยแล้ว ก็ให้ศาลอ่านคำเบิกความดังกล่าวต่อหน้าผู้ต้องหา
ถ้าต่อมาผู้ต้องหานั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำความผิดอาญานั้น ก็ให้รับฟังคำพยานดังกล่าวในการพิจารณาคดีนั้นได้
ใน กรณีที่ผู้ต้องหาเห็นว่า หากตนถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้ว บุคคลซึ่งจำเป็นจะต้องนำมาสืบเป็นพยานของตนจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า ผู้ต้องหานั้นจะยื่นคำร้องต่อศาลโดยแสดงเหตุผลความจำเป็น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานบุคคลนั้นไว้ทันทีก็ได้
เมื่อ ศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานนั้นและแจ้งให้พนักงานสอบสวนและพนักงาน อัยการที่เกี่ยวข้องทราบ ในการสืบพยานดังกล่าว พนักงานอัยการมีสิทธิที่จะซักค้านพยานนั้นได้ และให้นำความในวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๒ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี



สาเหตุที่ขอได้
(๑)   พยานบุคคลจะต้องเดินทางไปนอกราชอาณาจักร
(๒)   พยานไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
(๓)   พยานเป็นบุคคลที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี
(๔)   มีเหตุอันสมควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
(๕)   มีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า
ข้อสังเกต (ปัญหา)
๑.      หากยังจับกุมตัวผู้ต้องหาไม่ได้หรือยังไม่ทราบตัวผู้ต้องหา พนักงานอัยการจะขอศาลสืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีได้หรือไม่ ?
·         เห็นว่าในวรรคแรกตอนท้าย...ได้ความว่า แม้ไม่มีตัวผู้ต้องหาก็ขอได้ เพราะหากมีตัวต้องนำมา แต่หากไม่มีตัวก็ไม่ต้องนำมา และในวรรคสี่ ...หากคดีมีผู้ต้องหาอยู่ก็ให้อ่านให้ผู้ต้องหาฟังด้วย แสดงว่า หากไม่มีผู้ต้องหาก็ไม่ต้องอ่านต่อหน้าผู้ต้องหา
·         ดังนั้น การสืบพยานบุคคลล่วงหน้าสามารถสืบพยานลับหลังคู่ความ (จำเลย) ได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๘๐/๒๕๔๗ ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุดังที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก พนักงานอัยการย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งสืบพยานนั้นไว้ทันที ก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคสี่ ก็ให้ศาลสามารถมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานและอ่านคำเบิกความของพยานให้พยานฟัง นั้นฟังได้แม้ผู้ต้องหาจะไม่ถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวอยู่
พิจารณา
·         มีการค้นพบตัวคนต่างด้าวในบ้านของผู้ต้องหา
·         ยังจับผู้ต้องหาไม่ได้ แต่ต้องผลักดันให้ชาวต่างด้าวกลับประเทศ
·         ศาลฎีกา วางหลักว่าสามารถยื่นคำร้องให้สืบพยานทันทีได้ แม้ไม่มีตัวผู้ต้องหาอยู่

๒.      กรณีการสืบพยานล่วงหน้า สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้หรือไม่ ?
            ตามมาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคห้า  “ถ้าต่อมาผู้ต้องหานั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำผิดอาญานั้น ก็ให้รับฟังคำพยานดังกล่าวในการพิจารณาคดีนั้นได้”
๓.      หากมีจำเลยหลายคนและถูกจับได้ไม่พร้อมกัน และได้มีการสืบพยานไว้ล่วงหน้าแล้ว ปรากฏว่าต่อมาภายหลังสามารถจับกุมจำเลยเพิ่มได้อีก ศาลจะรับฟังคำพยานที่สืบไว้ก่อนล่วงหน้าได้หรือไม่  :  ได้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๒๗๒/๒๕๕๔ (หาไม่เจอ)
·         การสืบพยานล่วงหน้านำมาใช้กับพยานอื่น  ๆ นอกจากพยานบุคคลได้หรือไม่ ?
          ตอบว่า ได้ ดูมาตรา ๒๓๗ ตรี
มาตรา ๒๓๗ ตรี ให้นำความในมาตรา ๒๓๗ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่กรณี การสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ และพยานหลักฐานอื่น และแก่กรณีที่ได้มีการฟ้องคดีไว้แล้วแต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องสืบพยานหลักฐาน ไว้ก่อนถึงกำหนดเวลาสืบพยานตามปกติตามมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคสองด้วย
ใน กรณีที่พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอัน สำคัญในคดีได้ หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากมีการเนิ่นช้ากว่าจะนำพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อันสำคัญมาสืบในภายหน้า พยานหลักฐานนั้นจะสูญเสียไปหรือเป็นการยากแก่การตรวจพิสูจน์ ผู้ต้องหาหรือพนักงานอัยการโดยตนเองหรือเมื่อได้รับคำร้องจากพนักงานสอบสวน หรือผู้เสียหาย จะยื่นคำร้องขอ ให้ศาลสั่งให้ทำการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามความในมาตรา ๒๔๔/๑ ไว้ก่อนฟ้องก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม


การจัดหาทนายความให้จำเลย
          มาตรา ๑๗๓  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้
          ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามคำให้การจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้
หลักเกณฑ์
๑.      คดีที่มีความร้ายแรง (ประหารชีวิต) หรือคดีที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ศาลต้องถามจำเลย และต้องจัดหาทนายความให้จำเลยหากจำเลยไม่มี หากไม่จัดให้ถือว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากศาลต้นพบเองก็เพิกถอนเองตาม มาตรา ๒๗ ป.วิ.พ. ประกอบ มาตรา ๑๕ ป.วิ.อ. แต่หากเป็นศาลสูงพบต้องใช้ มาตรา ๒๐๘(๒) ให้พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
๒.      คดีธรรมดา (อัตราโทษจำคุก) มีสองคำถามดังนี้
·         มีทนายความหรือไม่ ?
·         ต้องการทนายความหรือไม่ ?



(รายละเอียดติดตามตอนต่อไปนะครับ..)

โหลดเอกสารนี้ได้ที่    http://www.mediafire.com/view/?h6v79e7e3qt4eii


[1] อ.ธานี อธิบายว่า ตามมาตรฐานสากล สิ่งที่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้นเฉพาะแต่การสืบพยานเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการพิจารณาด้วย ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายไทย ในมาตรา ๑๗๒ วรรคแรก ให้หมายความรวมทั้งการพิจารณาและการสืบพยาน